ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ลงพื้นที่เพชรบูรณ์ แก้ปมพิพาทที่ดินสาธารณะ "ป่าโคกตาด" ย้ำต้องเป็นธรรมกับชาวบ้าน
วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 เวลา 09.15 น. นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีข้อพิพาทที่ดินสาธารณประโยชน์ "ป่าโคกตาด" ที่วัดโคกตาด ต.นางั่ว อ.เมืองเพชรบูรณ์ จ.เพชรบูรณ์ การลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน จากกรณีการจัดทำแนวเขตและการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ที่ส่งผลกระทบต่อที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของชาวบ้าน โดยมี นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ นายสืบพงษ์ นิ่มพูลสวัสดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ นายอำเภอเมืองเพชรบูรณ์ หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่รับฟังข้อมูลจากผู้นำชุมชนและประชาชนโดยตรง
จากนั้น คณะผู้ตรวจการแผ่นดินได้ประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุมเมืองราด ชั้น 5 อาคาร 2 ศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดฯ พร้อมผู้แทนจากกรมที่ดิน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ สำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์ อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ เทศบาลตำบลนางั่ว เทศบาลตำบลป่าเลา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมพัฒนาที่ดิน และประชาชนผู้เดือดร้อนเข้าร่วม เพื่อรับฟังคำชี้แจง ตรวจสอบเอกสารหลักฐาน และขั้นตอนการดำเนินงานที่ผ่านมา
ที่มาของปัญหา ยืดเยื้อกว่า 20 ปี ปัญหาดังกล่าวสืบเนื่องจากประชาชนในพื้นที่หมู่ที่ 1 ต.นางั่ว และหมู่ที่ 10 ต.ป่าเลา อ.เมืองเพชรบูรณ์ ร้องเรียนขอความเป็นธรรม กรณีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ พช.159 ในปี พ.ศ.2541 ในพื้นที่ป่าโคกตาด
โดยชาวบ้านระบุว่า ได้ซื้อที่ดินต่อจากชาวบ้านเดิมที่อยู่อาศัยและทำกินมาก่อนปี พ.ศ.2529 ซึ่งในขณะนั้นไม่มีป้ายหรือเครื่องหมายว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ แต่เมื่อมีการออก น.ส.ล. กลับพบว่าแนวเขตมีความคลาดเคลื่อน ทับซ้อนกับพื้นที่อยู่อาศัยของประชาชน ต่อมาประชาชนได้ร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้ประสานให้กรมที่ดินตรวจสอบ พบว่าที่ดินของประชาชนบางส่วนไม่ได้อยู่ในเขตสาธารณะที่ถูกต้อง การออก น.ส.ล. ดังกล่าวอาจมีความคลาดเคลื่อน กรมที่ดินจึงมีหนังสือถึงจังหวัดเพชรบูรณ์ให้พิจารณาเพิกถอน น.ส.ล. ในส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่มีหน่วยงานในพื้นที่คัดค้าน กระทรวงมหาดไทยจึงมีหนังสือแจ้งให้จังหวัดตรวจสอบเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2565 แต่ยังไม่มีความคืบหน้า ประชาชนจึงได้ยื่นเรื่องขอพระราชทานความเป็นธรรม และสำนักงานองคมนตรีได้ส่งเรื่องมายังสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อดำเนินการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่
ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ย้ำต้องแก้ด้วยความเป็นธรรม นายทรงศัก กล่าวว่า ปัญหาที่ดินเป็นปัญหาซับซ้อนที่พบในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ การแก้ไขต้องอาศัยความเข้าใจและความร่วมมือจากทุกฝ่าย พร้อมฝากข้อเสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
1. เพิ่มช่องทางการสื่อสารแบบสองทางกับประชาชน ลงพื้นที่รับฟังข้อมูลโดยตรง 2. เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการชี้แนวเขต เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน ลดความคลาดเคลื่อน 3. ให้คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกำหนดกรอบระยะเวลาและแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นทิศทางและความคืบหน้า
ทั้งนี้ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่รับฟังข้อมูลเพิ่มเติม หากมีประเด็นที่สามารถช่วยเหลือได้ เช่น การพิจารณาชะลอการบังคับคดี จะเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงให้เกิดความชัดเจน เพื่อแสวงหาแนวทางแก้ไขที่เป็นธรรม เป็นที่ยอมรับร่วมกัน ภายใต้กรอบกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง หากพบว่ากฎหมายหรือระเบียบใดเป็นอุปสรรค ก็พร้อมเสนอให้มีการปรับปรุงแก้ไข เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป








