ร้อยดวงใจ ล้านความดี คณะกรรมการพัฒนาสตรีภาคเหนือ จัดงาน "ร้อยดวงใจ ล้านความดี สตรีภาคเหนือ" สืบสานคุณค่าผ้าไทย รวมพลังสตรี 17 จังหวัด
ร้อยดวงใจ ล้านความดี คณะกรรมการพัฒนาสตรีภาคเหนือ จัดงาน "ร้อยดวงใจ ล้านความดี สตรีภาคเหนือ" สืบสานคุณค่าผ้าไทย รวมพลังสตรี 17 จังหวัด
วันที่ 16 กันยายน 2569 เวลา 18.00 น. นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เป็นประธานจัดกิจกรรมเดินแบบและแสดงแบบผ้าไทยของคณะกรรมการพัฒนาสตรีภาคเหนือและแขกผู้มีเกียรติ ในโครงการ "ร้อยดวงใจ ล้านความดี สตรีภาคเหนือ" ณ โรงแรม 42C อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ โดยมีพลตำรวจเอก สมศักดิ์ จันทะพิงค์ นายก อบจ.นครสวรรค์ ร่วมกิจกรรม
ภายในงานมีไฮไลต์สำคัญ ดังนี้ การแสดงดนตรีจากนักร้องกิตติมศักดิ์ ขับกล่อมผู้เข้าร่วมงานด้วยบทเพลงอันไพเราะตลอดค่ำคืน นำโดย คุณเบนซ์ อิทธิ, ทพ.หมอสุพจน์ ทพญ.เนาวรัตน์ หวังปรีดาเลิศกุล และคุณศิราณี ในบทเพลงทรงคุณค่า อาทิ เพลงพระราชนิพนธ์ยามเย็น, เพลงพบรักที่ปากน้ำโพ, เพลงภาษาใจ, เพลงคนไม่มีแฟน, เพลงรักกันนานนาน และ เพลงจุดใต้ตำตอ
กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อรวมพลังเครือข่ายสตรีจาก 17 จังหวัดภาคเหนือ พร้อมส่งเสริมการสวมใส่ผ้าไทย และเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้ร่วมแสดงออกถึงความงดงามของผ้าไทย อันสะท้อนถึงเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และอัตลักษณ์ของท้องถิ่น
นอกจากนี้ยังมีการเดินแบบผ้าไทยสุดอลังการ 3 ชุด ชุดที่ 1 นำทัพโดยผู้บริหารจังหวัดนครสวรรค์ และนายแบบ-นางแบบกิตติมศักดิ์ จำนวน 30 คน ชุดที่ 2 คณะกรรมการพัฒนาสตรีภาค และอำเภอ จำนวน 75 คน ชุดที่ 3 คณะกรรมการพัฒนาสตรีอำเภอ จำนวน 76 คน โดยมี นางแบบผ้าไทย ประกอบด้วย นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ดร.นิภา สุพิชญางกูร ประธานอาวุโสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ นางรจนา สุรวัฒนานันท์ ประธานชมรม ภาษาและวัฒนธรรมจีนจังหวัดนครสวรรค์ นางไพลิน โตอิ้ม รองนายกเทศมนตรีท่าน้ำอ้อยม่วงหัก อาจารย์วรรณดี ชาวเวียง ข้าราชการบำนาญจังหวัดนครสวรรค์ นางสาวกนกนุช หมีทอง คณะกรรมการบริหารเหล่ากาชาดจังหวัดนครสวรรค์ พร้อมนางแบบ ผ้าไทย จาก 17 จังหวัดภาคเหนือรวมทั้งสิ้น ประมาณ 150 คน การเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ยังเป็นการสนับสนุนการอนุรักษ์และเผยแพร่ผ้าไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย สร้างความภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรม ตลอดจนส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมืออันดีระหว่างเครือข่ายสตรีทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือ และยังเป็นการส่งเสริม Soft Power ผ่านความงดงามของผ้าไทย ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างรายได้สู่ชุมชน ส่งเสริมการสวมใส่ผ้าไทยและผ้าพื้นถิ่นให้แพร่หลาย ตลอดจนสร้างกระแสการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาด้านการทอผ้าและศิลปหัตถกรรมไทย ผ่านการนำผ้าไทยมาประยุกต์ออกแบบให้มีความร่วมสมัย สามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน และสะท้อนอัตลักษณ์ของท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมการสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและผู้ประกอบการผ้าไทย ตลอดจนสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ด้วยการนำทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ควบคู่กับการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมให้คงอยู่สืบไป









