ขอเชิญพี่น้อง ประชาชนและ พี่น้องสื่อมวลชนเดินทางไปร่วมกิจกรรมที่ยิ่งใหญ่ย้อนรอยความเศร้าของพี่น้องชาวบ้านน้ำก้อ ย้อนรอย 23 ปี "โศกนาฏกรรมน้ำก้อ"
วันที่ 11 สิงหาคม 2569 ขอเชิญพี่น้อง ประชาชนและ พี่น้องสื่อมวลชนเดินทางไปร่วมกิจกรรมที่ยิ่งใหญ่ย้อนรอยความเศร้าของพี่น้องชาวบ้านน้ำก้อ ย้อนรอย 23 ปี "โศกนาฏกรรมน้ำก้อ" บทเรียนราคาแพงจากวิกฤตดินโคลนทะลักที่คนเพชรบูรณ์ไม่เคยลืม หากย้อนกลับไปในคืนวันที่ 11 สิงหาคม 2544 ชื่อของ "ตำบลน้ำก้อ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์" ได้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความสะเทือนขวัญให้คนไทยทั้งประเทศ เมื่อฝนที่ตกหนักติดต่อกันหลายวันบนเขาค้อ ส่งผลให้เกิดดินถล่มและน้ำป่าไหลหลากทะลักลงมากลางดึก ขณะที่ชาวบ้านกำลังหลับสนิท ความรุนแรงของมวลน้ำในครั้งนั้นไม่ได้มีเพียงแค่น้ำดิบ แต่พาเอาท่อนไม้ขนาดใหญ่ ต้นไม้ถอนรากถอนโคน ดินโคลน และโขดหินมหาศาลไหลซัดสับโถมเข้าใส่หมู่บ้านกวาดบ้านเรือนพังเสียหายยับเยิน เหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายรวมกันมากกว่า 130 ราย บ้านเรือนถูกทำลายพังเสียหายหลายร้อยหลังคาเรือน กลายเป็นหนึ่งในภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย ทำไม "น้ำก้อ" ถึงเกิดเหตุการณ์รุนแรงขนาดนั้น? ปัจจัยสำคัญมาจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นพื้นที่เชิงเขา ประกอบกับช่วงเวลานั้นมีการบุกรุกทำลายป่าไม้บนพื้นที่สูง ทำให้ไม่มีต้นไม้ใหญ่ช่วยชะลอแรงน้ำและยึดเกาะหน้าดิน เมื่อเกิดฝนตกหนักสะสม น้ำจึงกัดเซาะหน้าดินบนอุทยานแห่งชาติเขาค้อจนอุ้มน้ำไม่ไหว เกิดการถล่มลงมากลายเป็น "มวลน้ำโคลน" (Debris Flow) ที่มีความเร็วและพลังทำลายล้างสูงเกินกว่าที่ใครจะตั้งตัวทัน บทเรียนจากอดีตสู่การรับมือในปัจจุบัน โศกนาฏกรรมน้ำก้อ ได้กลายเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของประเทศไทยในการปรับปรุงระบบเตือนภัยพิบัติ มีการติดตั้งหอเตือนภัย จัดตั้งเครือข่ายมิสเตอร์เตือนภัยประจำหมู่บ้าน และการบริหารจัดการพื้นที่ป่าไม้เพื่อป้องกันการบุกรุกทำลายธรรมชาติ แม้วันเวลาจะผ่านไปนานกว่าสองทศวรรษ แผลเป็น จากเหตุการณ์น้ำก้อยังคงเป็นเครื่องเตือนใจให้พวกเราทุกคนตระหนักถึงความน่ากลัวของภัยธรรมชาติ และความสำคัญของการอนุรักษ์ป่าไม้เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ความสูญเสียเช่นนี้ต้องกลับมาซ้ำรอยอีกครั้ง







