องคมนตรี ติดตามและขับเคลื่อนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพื้นที่จังหวัดสงขลา  

องคมนตรี ติดตามและขับเคลื่อนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพื้นที่จังหวัดสงขลา

              วันพุธที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 10.15 น. พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมด้วย พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี รองประธานอนุกรรมการฯ นายวัชระ หัศภาค ที่ปรึกษาด้านการพัฒนา สำนักงาน กปร. และคณะอนุกรรมการฯ เดินทางไปยังสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 16 ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อรับฟังบรรยายสรุปภาพรวมสถานการณ์อุทกภัยเมื่อช่วง 19-28 พฤศจิกายน 2568  ความเสียหายของโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่รับผิดชอบสำนักงานชลประทานที่ 16 ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดสงขลา จังหวัดพัทลุง จังหวัดตรัง และจังหวัดสตูล ซึ่งมีโครงการได้รับความเสียหาย จำนวน 39 โครงการ จากทั้งหมด 112 โครงการ รวมถึงแนวทางการบรรเทาและแก้ไขปัญหาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ การฟื้นฟูให้ความช่วยเหลือพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 

           จากสถานการณ์ฝนตกหนักในช่วงวันที่ 19 - 28 พฤศจิกายน 2568 มีสาเหตุจากอิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงปกคลุมบริเวณภาคใต้ตอนล่าง ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดพาความชื้นจากอ่าวไทยเข้าสู่พื้นที่อย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดลักษณะฝนตกแช่ หรือ Stagnant Rainfall ซึ่งเป็นฝนที่ตกสะสมต่อเนื่องยาวนานในพื้นที่เดิม ส่งผลให้ปริมาณฝนในหลายพื้นที่มีค่าสูงผิดปกติ บางแห่งมีปริมาณฝนสะสมภายใน 24 ชั่วโมง มากกว่า 600 มิลลิเมตร ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่มีรอบการเกิดซ้ำมากกว่า 1,000 ปี ขณะที่หลายพื้นที่มีปริมาณฝนอยู่ระหว่าง 350 ถึง 390 มิลลิเมตรต่อวัน เทียบเท่ารอบการเกิดซ้ำ 200 ถึง 200 ปี จากลักษณะฝนตกแช่ดังกล่าว ประกอบกับความรุนแรงของฝนที่สลับพื้นที่ระหว่างตอนบนและตอนล่างของลุ่มน้ำ ทำให้ผิวดินอุ้มน้ำจนถึงขีดความสามารถสูงสุด เมื่อมีฝนตกเพิ่มจึงเกิดการไหลบ่าของน้ำผิวดินอย่างรวดเร็วและมีปริมาณมาก มวลน้ำจำนวนมหาศาลไหลรวมกันเกินศักยภาพของลำน้ำและระบบระบายน้ำ ประกอบกับภาวะน้ำทะเลหนุน ส่งผลให้เกิดอุทกภัยรุนแรงและขยายวงกว้าง
สำหรับพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา ได้ประสบอุทกภัยขนาดใหญ่จากปริมาณฝนที่สูงผิดปกติ โดยตรวจวัดปริมาณน้ำฝนได้สูงถึง 605 มิลลิเมตร ที่อำเภอนาหม่อม และ 370 มิลลิเมตร ที่อำเภอหาดใหญ่ ขณะเดียวกันมีปริมาณน้ำไหลหลากจากอำเภอสะเดาสูงสุดมากกว่า 4,968 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และจากอำเภอนาหม่อมสูงสุด 581 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รวมทั้งมีน้ำจากคลองวาดและคลองต่ำไหลมาสมทบเพิ่มเติมอีกประมาณ 315 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เมื่อรวมกับปริมาณน้ำจากลำน้ำสาขาหลายสายที่ไหลมาบรรจบกันในช่วงเวลาเดียวกัน และอิทธิพลของน้ำทะเลหนุน ทำให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างจำกัด ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้าง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 97,450 ไร่ ประชาชนได้รับผลกระทบจำนวน 245,957 คน จาก 48,420 ครัวเรือน เศรษฐกิจได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมากโอกาสนี้ องคมนตรีได้ให้ข้อเสนอแนะในการนำแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาแก้ไขและบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ ร่วมกับการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการสืบสาน รักษา และต่อยอด ซึ่งทรงห่วงใยราษฎรในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น พร้อมทั้งเร่งรัดในการซ่อมแซมปรับปรุงโครงการพัฒนาแหล่งน้ำฯ ที่ได้รับความเสียหาย รวมทั้งเร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่ของราษฎรให้แล้วเสร็จโดยเร็ว 

             ช่วงบ่าย องคมนตรีและคณะฯ เดินทางไปยังประตูระบายน้ำหน้าควน เพื่อติดตามการดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองหวะ คลองภูมินาถดำริ  (โครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ) ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และจุดบรรจบของคลอง ร.4 ลงคลอง ร.3 ตำบลคลองแห อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เกิดขึ้นจากพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงห่วงใยชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ จึงมีพระราชดำริเมื่อวันที่ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2531 สรุปความว่า “การแก้ไขและบรรเทาอุทกภัยด้วยวิธีการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่คลองอู่ตะเภาหรือตามลำน้ำสาขา เพื่อสกัดกั้นน้ำจำนวนมากไม่ให้ไหลมายัง เมืองหาดใหญ่นั้น คงไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะไม่มีทำเลที่เหมาะสมในการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำที่มีขนาดใหญ่ดังกล่าวได้เลย  ดังนั้น การแก้ไขและบรรเทาน้ำท่วมที่ควรพิจารณาดำเนินการ น่าจะได้แก่การขุดคลองระบายน้ำขนาดใหญ่ ให้ทำหน้าที่แบ่งน้ำจากคลองอู่ตะเภา หรือช่วยรับน้ำที่ไหลลงมาท่วมตัวอำเภอหาดใหญ่ให้ระบายลงสู่ทะเลสาบสงขลาโดยเร็ว นอกจากนั้น หากต้องการที่จะป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนและพื้นที่ธุรกิจให้ได้ผลโดยสมบูรณ์แล้ว หลังจากที่ก่อสร้างคลองระบายน้ำเสร็จ ก็ควรพิจารณาสร้างคันกั้นน้ำรอบบริเวณพื้นที่ดังกล่าว พร้อมกับติดตั้งระบบสูบน้ำออกจากพื้นที่ไม่ให้ท่วมขังตามความจำเป็น ทั้งนี้ ให้พิจารณาร่วมกับระบบของผังเมือง ให้มีความสอดคล้องและได้รับประโยชน์ร่วมกันด้วย” ในปี 2532 กรมชลประทานจึงได้ขุดคลองธรรมชาติเพื่อระบายน้ำ จำนวน 4 สาย ประกอบด้วย คลองอู่ตะเภา คลองอู่ตะเภา แยก 1 คลองอู่ตะเภา แยก 2 และคลองท่าช้าง-บางกล่ำ ต่อมาเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2543 มีพระราชดำรัส ณ ศาลาดุสิดาลัย เกี่ยวกับอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สรุปความว่า “เมื่อวันที่ 22 – 23 พฤศจิกายน 2543 มีน้ำท่วมภาคใต้ โดยเฉพาะที่อำเภอหาดใหญ่ มีความเสียหายหลายพันล้านบาท ซึ่งถ้าได้ทำตามแผนที่วางไว้ตั้งแต่ปี 2531 ที่ลงทุนไปนั้นจะได้กลับคืนมาหลายเท่าตัวแล้ว”

 ดังนั้นในปี 2544 กรมชลประทานจึงได้ขุดคลองระบายน้ำเพิ่มอีก จำนวน 7 สาย ประกอบด้วย คลองระบายน้ำ ร.1 ซึ่งเป็นคลองระบายน้ำสายหลักในการผันน้ำจากคลองอู่ตะเภาอ้อมเมืองหาดใหญ่สู่ทะเลสาบสงขลาโดยตรง สามารถระบายน้ำได้ 465 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ส่วนอีก 6 สาย เป็นคลองแบ่งน้ำเพื่อช่วยระบายน้ำ ได้แก่ คลองระบายน้ำ ร.3 คลองระบายน้ำ ร.4 คลองระบายน้ำ ร.5 คลองระบายน้ำ ร.6 คลองระบายน้ำ 1ซ-ร.1 และคลองระบายน้ำ 1ข-1ซ-ร.1 และเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2559 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อ คลองระบายน้ำสายที่ 1 (ร.1) โครงการบรรเทาอุทกภัยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา “คลองภูมินาถดำริ” ปัจจุบันโครงการฯ สามารถบรรเทาปัญหาอุทกภัยในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ และพื้นที่ใกล้เคียงประมาณ 158,000 ไร่ และหากแล้วเสร็จทั้งระบบสามารถช่วยระบายน้ำได้เร็วขึ้นประมาณ 1,755 ลูกบาศก์เมตร/วินาที และยังเป็นแหล่งสำรองน้ำจืดเพื่อการเกษตรในหน้าแล้งได้ประมาณ 10.6 ล้านลูกบาศก์เมตร  ต่อมาในปี 2558-2568 โครงการฯ ได้ดำเนินงานในระยะที่ 2 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองระบายน้ำ ร.1 ซึ่งเดิมระบายน้ำได้ 465 ลูกบาศก์เมตร/วินาที เป็น 1,200 ลูกบาศก์เมตร/วินาที และเมื่อรวมกับอัตราการระบายน้ำของคลองอู่ตะเภาที่ระบายน้ำได้ 465 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ก็จะทำให้ระบายน้ำได้สูงสุดรวม 1,665 465 ลูกบาศก์เมตร/วินาที
              ปัจจุบันจังหวัดสงขลา มีโครงการอันเนื่องจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ
พระบรมวงศ์ รวม 70 โครงการ แบ่งเป็นด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ 45 โครงการ ด้านเกษตร ด้านสิ่งแวดล้อม 
ด้านส่งเสริมอาชีพ ด้านสาธารณสุข ด้านคมนาคม/สื่อสาร ด้านสวัสดิการสังคม/การศึกษา และด้านบูรณาการ/อื่น ๆ

กองประชาสัมพันธ์
สำนักงาน กปร.