องคมนตรี ติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมทั้งเชิญสิ่งของพระราชทานมอบให้แก่ผู้ปฏิบัติงานและราษฎรในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม
วันพุธที่ 7 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 11.00 น. นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมด้วย นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการ กปร. และคณะอนุกรรมการฯ เดินทางไปติดตามการดำเนินงานโครงการพัฒนาเบ็ดเสร็จลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำปิงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอจอมทอง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นจากพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระราชดำริให้พิจารณาวางโครงการและก่อสร้างอ่างเก็บน้ำตามลำน้ำสาขาต่าง ๆ ของแม่น้ำปิง ในเขตอำเภอจอมทอง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ตามที่ทรงวางโครงการในระยะแรก จำนวน 13 อ่าง เพื่อจัดหาน้ำให้แก่พื้นที่เพาะปลูกเดิมของราษฎรหมู่บ้านต่าง ๆ และพื้นที่ป่าละเมาะที่จะบุกเบิกเป็นพื้นที่ทำกิน เพื่อจัดสรรให้แก่ราษฎรเข้ามาทำกิน โดยมีพื้นที่ประมาณ 40,000 ไร่ มีน้ำทำการเพาะปลูกได้ในช่วงหน้าฝน และหน้าแล้ง รวมทั้งการอุปโภคบริโภคได้ตลอดปี นอกจากนั้นยังจะมีน้ำช่วยส่งเสริมการพัฒนาทางด้านปศุสัตว์ การประมง การเกษตร และอุตสาหกรรม ในพื้นที่พัฒนาการเกษตรประมาณ 66,000 ไร่ ได้อีกด้วย ส่วนพื้นที่ต้นน้ำลำธารเหนืออ่างเก็บน้ำต่าง ๆ ขึ้นไป มีพื้นที่ประมาณ 104,000 ไร่ จะใช้เป็นพื้นที่พัฒนาป่าไม้ ปลูกไม้สามอย่าง คือ ไม้ฟืน ไม้ผล และไม้ใช้งาน เพื่อเป็นการอนุรักษ์ต้นน้ำลำธารของอ่างเก็บน้ำต่าง ๆ ดังกล่าว
การดำเนินงานในปีงบประมาณ 2568-2569 ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) เพื่อดำเนินกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ ด้านการเกษตร สาธิตการเลี้ยงไก่ ปลา และปลูกพืชใช้น้ำน้อย รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทำมือ (Handmade) ใน 3 หมู่บ้าน ด้านการจัดการไฟป่า จัดตั้งชุดมวลชนป้องกันและดับไฟป่า และจัดทำแนวกันไฟเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันพื้นที่ป่าไม้ และด้านองค์ความรู้ ส่งเสริมชุมชนปลูกกล้าไม้ที่มีเชื้อเห็ดเพื่อลดการพึ่งพิงป่า และขยายผลการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ปัจจุบัน ราษฎรในเขตพื้นที่โครงการฯ เกิดจิตสำนึกในการอนุรักษ์และป้องกันรักษาป่าให้อยู่ในสภาพดี สมบูรณ์ สามารถยกระดับฐานะความเป็นอยู่ ทั้งในเรื่องอาชีพ การศึกษา และสุขภาพอนามัย ทำให้สามารถดำรงชีพได้ตามความเหมาะสมและยั่งยืน
ช่วงบ่าย องคมนตรี พร้อมด้วยคณะ และเจ้าหน้าที่มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เดินทางไปยังโครงการพัฒนาป่าไม้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สวนป่าสิริกิติ์ที่ 11 (ฟาร์มขุนแตะ) อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเชิญสิ่งพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี มอบให้แก่ราษฎรและผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่โครงการฯ ประกอบด้วย เสื้อกันหนาวเด็ก จำนวน 128 ตัว และถุงพระราชทาน จำนวน 402 ถุง จากนั้น องคมนตรีรับฟังบรรยายสรุปผลการดำเนินงานของโครงการฯ ซึ่งเกิดขึ้นจากพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่มีพระราชเสาวนีย์ให้ดำเนินการจัดตั้งฟาร์มตัวอย่างบ้านขุนแตะขึ้น โดยดำเนินการเป็นศูนย์สาธิตและส่งเสริมด้านการเลี้ยงสัตว์ต่าง ๆ โดยจ้างแรงงานจากราษฎรที่มีฐานะยากจนภายในหมู่บ้าน และหมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อให้ราษฎรมีรายได้ และมีความรู้นำกลับไปประกอบอาชีพในครัวเรือนได้ ซึ่งถือเป็นฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริแห่งแรกของประเทศ
คณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) สนับสนุนงบประมาณในปี 2568 ดำเนินการก่อสร้างบ่อเก็บน้ำเพื่อการเกษตร (บ่อขุด) และก่อสร้างถังเก็บน้ำ ขนาด 50 ลูกบาศก์เมตร และในปีงบประมาณ 2569 มีแผนดำเนินการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ โดยการก่อสร้างฝายต้นน้ำแบบคอกหมู และดำเนินการส่งเสริมอาชีพและคุณภาพชีวิต โดยการส่งเสริมปลูกป่าระบบวนเกษตรเพื่อทดแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว จัดทำบ่อพักน้ำเพื่อการเกษตร (บ่อขุด) และสร้างป่าพื้นบ้าน เพื่อเป็นอาหารชุมชน ปัจจุบันมีผลสัมฤทธิ์การดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ประกอบด้วย ด้านพัฒนาคุณภาพชีวิต ประชาชนมีอาชีพสามารถสร้างรายได้จากการจ้างงานในพื้นที่ ได้รับสนับสนุนด้านการเกษตร มีทรัพยากรน้ำเพียงพอกับการทำพื้นที่เกษตร ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ส่งเสริมให้บุตรหลานได้มีการศึกษา นอกจากนี้ในพื้นที่มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 2 แห่ง และโรงเรียนระดับประถม 1 แห่ง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 1 แห่ง ในชุมชนมีระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน มีไฟฟ้า มีถนน มีน้ำอุปโภค ส่งเสริมให้ราษฎรดำรงชีพได้อย่างปกติ ด้านทรัพยากรป่าไม้ ประชาชนให้ความร่วมมือในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องการป้องกันไฟป่า ในพื้นที่มีการเกิดไฟป่าจากพื้นที่น้อยมาก ทำให้ทรัพยากรป่าไม้ลดการถูกทำลาย ป้องกันความชุ่มชื้นให้แก่ดิน และความร่วมมือในกิจกรรมอื่น ๆ ที่ส่งเสริมการป้องกันทรัพยากร ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่สามารถอยู่ร่วมกับป่าได้ ชาวบ้านมีอาชีพ มีรายได้ ป่าไม้ยังคงความอุดมสมบูรณ์
กองประชาสัมพันธ์
สำนักงาน กปร.










